ข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งรายงานว่า“เด็กนักเรียนเวียดนามชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์
กันมาก เพราะเรียนแล้วรู้สึกสนุก“” เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังเมื่อสิบปีก่อนหลัง
จากกลับมาจากการเยือนมหาวิทยาลัยในเวียดนามว่า “ เด็กเวียดนามได้เหรียญ
ทองในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเป็นเข่งเลย ”   ในขณะที่เมื่อเวลานั้นเด็ก
ไทยไม่เคยได้รับ จะเพิ่งมาได้บ้างก็ในระยะหลังๆนี้เอง

หันมาดูการเรียนคณิตศาสตร์ในบ้านเราเองกันบ้าง แม้ว่าเราไม่สามารถอ้างอิง
แหล่งที่มาของข้อมูลได้ แต่เราคงทราบกันดีว่า คณิตศาสตร์ เป็น “ยาขม” สำหรับ
คนไทยส่วนใหญ่ ผมเคยเห็นคะแนนสอบโอเน็ตในวิชาคณิตศาสตร์ ( ข้อสอบเข้า
มหาวิทยาลัยชนิดอย่างง่าย) ปีล่าสุด   พบว่าคะแนนเฉลี่ยในวิชาคณิตศาสตร์อยู่
ที่ประมาณร้อยละ 24 เท่านั้น ทั้งๆ ข้อสอบเกือบทั้งหมดเป็นการเลือกคำตอบที่
 
ถูกเพียง 1  ตัวเลือกจากทั้งหมด 4 ตัวเลือก   ถ้าคิดกันตามหลักความน่าจะเป็นแล้ว คนที่ไม่มีความรู้เลยก็น่าจะมีโอกาสทำ
คะแนนได้ถึงร้อยละ 25

ข้อมูลนี้สะท้อนอาการขั้นโคม่าของการศึกษาคณิตศาสตร์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้ถามนักศึกษาชั้นปีที่ 1 (ที่เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์) จำนวน 3 คนว่า “สูตรพื้นที่วงกลมคืออะไร”
ปรากฏว่านักศึกษาทั้งสามคนตอบไม่ถูกเลย พวกเค้าลังเลว่า “ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับ สองเท่าของรัศมี หรือรัศมียกกำลังสองกัน
แน่”ผมถามกลับไปว่า “ถ้าเป็นพื้นที่มันหมายถึงอะไรคูณอะไร แล้วหน่วยของมันเป็นอะไร และถ้าเป็นความยาวของเส้นหน่วย
มันควรจะเป็นอะไร” พวกเขาก็ไม่สามารถตอบได้อีก นี่ก็สะท้อนความล้มเหลวทั้งความจำ และความเข้าใจของผู้เรียน

ผมเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิชาคณิตศาสตร์มานานกว่า 30 ปี ได้พบว่าปัญหานี้รุนแรงเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ ผมเคยร้อง
เรียนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ และบอกกล่าวกับสังคมมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ   ที่พยายามกันมากหน่อยก็คือ
การจัดการสอนแบบเข้าค่ายติวเข้มให้กับนักเรียนที่จะไปแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งก็ได้ผลดีขึ้นระดับหนึ่ง การคัดตัวนักเรียนมาแข่งโอ
ลิมปิกก็เหมือนการเลือกช้อนเอาแต่กะทิขึ้นมาดูแลเป็นพิเศษ แต่สำหรับนักเรียนธรรมดาทั่วไปทั้งประเทศเรากลับไม่เห็นการ
เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเอาเสียเลย

ไม่กี่วันมานี้ ผมหยิบเอาหนังสือคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 5 (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เอกชน) ขึ้นมาดูพบว่าเนื้อหาทั้งเล่ม
ว่าด้วยการบวก ลก คูณ หาร เท่านั้น แม้ว่าเนื้อหาจะดูสัมพันธ์กับชีวิตจริง เช่น เรื่องกำไรขาดทุน แต่มันเป็นเรื่องของการคิดหา
คำตอบที่เป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้แม่ของเด็กเจ้าของหนังสือเล่มนี้บอกว่า “ลูกต้องเรียนพิเศษตลอดเลยทั้ง
ปี” ถ้าวิธีการสอน การสอนพิเศษ และการบ้านที่ให้เด็กทำเป็นอย่างนี้ แล้วเด็กที่มีหัวจิตหัวใจเป็นคนธรรมดาๆที่ไหนจะมาชอบ
คณิตศาสตร์


เพื่อให้กระจ่างมากขึ้น ผมค้นเข้าไปในอินเตอร์เน็ต พบว่าการเรียนของประเทศเวียดนามมีอะไรน่าสนใจที่แตกต่างจากของบ้าน
เรา ผมเอาตารางสอนของเด็ก ป.5 เวียดนามมาเทียบกับมัธยมศึกษาชั้นที่ 1 ของเมืองไทย (เพราะผมหา ป.5 ไม่ได้) พบว่า

เด็กเวียดนามเรียนสัปดาห์ละ 23 คาบ คาบละ 40 นาที มีรายวิชาทั้งหมด 9 วิชา คือวิชาว่าด้วยเรื่องของเวียดนาม (Viet-
namese) 8 คาบ คณิตศาสตร์มีความสำคัญในระดับสอง คือ 5 คาบ แรงงาน (Labour) 3 คาบ ธรรมชาติ และสังคม 2 คาบ
ที่เหลืออีก 5 วิชา วิชาละ 1 คาบ คือ จริยธรรม , ขับร้อง-ดนตรี , วาดเขียน , สุขศึกษา และยิมนาสติก (ผมไม่ทราบรายละ
เอียดมากกว่านี้ เช่น เอาเวลาที่เหลือไปทำอะไร)

สำหรับเด็กชั้น ม.1 ของไทย เรียนสัปดาห์ละ 35 คาบ คาบละ 55 นาที โดยแต่ละวันมีกิจกรรมหน้าเสาธงเวลา 07.45 น.
จนเลิกเรียน 16.20 น. ในจำนวนนี้เรียนคณิตศาสตร์สัปดาห์ละ 4 คาบ นี่ยังไม่นับการเรียนพิเศษตอนเย็น และวันเสาร์ อาทิตย์
เมื่อเด็กไทยต้องใช้เวลากับการเรียนมากมายถึงเพียงนี้ ถามว่าเด็กไทยจะไม่เครียดได้อย่างไร

ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ชั้น ป.5 มีแต่เรื่อง บวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณเพียงอย่างเดียว พ่อกับแม่
ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคณิตศาสตร์หลายท่าน จะรู้สึกดีใจเมื่อลูกของตนสามารถคิดเลขได้เร็ว  คูณเลขได้หลายหลัก แต่นั่นไม่ใช่
หัวใจของคณิตศาสตร์ครับ นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่า “คณิตศาสตร์ คือ ศาสตร์ของการจัดรูปแบบ และลำดับ
(Mathematics is a science of pattern and order.)” ความสามารถในการเข้าใจรูปแบบ คือกุญแจสำคัญของการคิดทาง
คณิตศาสตร์ การศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบของสิ่งต่างๆรอบๆตัวนักเรียน คือหัวใจสำคัญสำคัญการคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึก-
ษาไม่ใช่รูปแบบของตัวเลข แต่เป็นตรรกะในการจัดรูปแบบของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ศิลปะ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯที่อยู่ใกล้ตัว
เพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่างข้อสอบของเด็กเวียดนามชั้น ป.5 ที่น่าสนใจมาให้ดูเป็นตัวอย่างสักสี่ข้อครับ

ข้อแรก เป็นเรื่องของการสังเกตและเปรียบเทียบว่า สิ่งใดมีน้ำหนักมากที่สุด (ดูรูปที่ 1)



ข้อต่อมา ถามว่าจะต้องใช้รูปที่หนึ่งจำนวนกี่รูปจึงจะมีพื้นที่เท่ากับรูปที่สอง (ดูรูปที่ 2)



ข้อที่สาม จงหาพื้นที่สวนที่มีขนาดดังรูป ข้อนี้แม้จะต้องมีการคำนวณ แต่ก็ต้องมีการจัดรูปแบบหรือจัดหมวดหมู่กันก่อนว่าส่วน
ใดเป็นวงกลมส่วนใดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า (แต่ตัวเลือกไม่ค่อยสมเหตุสมผลไปหน่อย) (ดูรูปที่ 3)



ข้อสุดท้าย (จากทั้งหมด 50 ข้อ) เป็นเรื่องของการจัดหมู่ ถามว่ามีกี่วิธีที่จะสามารถนำจำนวนสี่จำนวนมาทำเป็นเศษส่วนแท้
(ดูรูปที่ 4)



อนึ่ง ข้อสอบของเด็กเวียดนามชุดนี้ก็ยังมีเรื่องของการบวก ลบ คูณ หาร เหมือนกันครับไม่ใช่ไม่มี แต่เขามีความหลากหลาย
ในเนื้อหา และวิธีการคิดที่สอดคล้องความหมายของวิชาคณิตศาสตร์ที่ว่า คณิตศาสตร์คือศาสตร์ของการจัดรูปแบบและลำดับ
ความสามารถในการเข้าใจรูปแบบคือกุญแจสำคัญของการคิดทางคณิตศาสตร์

และถ้าเราเป็นเด็กที่ต้องเรียนวิชานี้ เราพอจะนึกออกไหมครับว่า อย่างไหนน่าสนุก อย่างไหนน่าเบื่อกว่ากัน
  โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์  MATH HOUSE  เลขที่ 35 ชั้น 1-3 ซอยเพชรเกษม 84 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพ.

2008 © Copyright Mathhousetutor. All rights reserved.