|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||


ภายหลังที่ประเทศไทยได้พัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย การทำเกษตรเปลี่ยนไปเป็นอุตสาหกรรม เพราะต้องเปิดประเทศทำการค้า การลงทุน ผู้คนหันหน้าเข้าหางานทำในภาคอุตสาหกรรมและในเมืองใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความร่ำรวยส่งผลให้ค่านิยมดั้งเดิมของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไป จากที่คนในสังคมยินดีช่วยเหลือเมื่อเห็นผู้อื่นเดือดร้อนแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลับกลายเป็นว่าความมีน้ำใจลดน้อยลงไป ต่างคนต่างอยู่ ผู้คนต่างแข่งขันเพื่อความอยู่รอด และยอมเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเหมือนเป็นการตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนในสังคมเข้าไปอีก เมื่อสถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาทนำในการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้คนในสังคมได้มุ่งเน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนไปในด้านวิชาการ และวิชาชีพ เพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานเป็นหลัก แต่ละเลยการพัฒนาด้านจิตใจ โดยเฉพาะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การเห็นแก่ผู้อื่นและจิตสาธารณะ จึงส่งผลสืบเนื่องมาถึงเด็กและเยาวชนรุ่นปัจจุบันที่กลายเป็นคนที่ไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง และมีชีวิตอยู่ เพื่อตนเอง
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมในลักษณะดังกล่าวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกับไทยมากญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผู้คนมีน้ำใจให้กันและกัน แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ของคนในสังคมเริ่มอ่อนแอลงไปมาก ซึ่งเกิดจากการพัฒนาสู่ความทันสมัยเช่นเดียวกับประเทศไทย โดยลักษณะสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันมีดังนี้

ศาสตราจารย์มาโกโตะ คุโรฦซุมิ (Makoto Kurozumi) มหาวิทยาลัยโตเกียวผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นคุณลักษณะของคนญี่ปุ่นซึ่งเกิดจากรากฐานความเชื่อในเรื่องวิญญาณสถาตอยู่จึงเป็นที่มาของลักษณะชีวิตของคน แต่เมื่อสังคมญี่ปุ่นพัฒนาสู่ยุคสมัยใหม่ในสมัยเมจิ (Meiji : 1869–1912) การดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและเริ่มหันหลังให้กับลักษณะชีวิตแบบดั้งเดิม
ความมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อของคนญี่ปุ่นลดลงหัวหน้านักวิจัยสถาบันเพื่อการสื่อสาร เดนท์สุ (Dentsu Communication Intitute) เซโกะ ยามาซากิ (Seiko Yamazaki) ได้เปิดเผยผลการสำรวจค่านิยม “การให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้อื่น” ระหว่างปี 2005-2007 พบว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือต่ำสุดอันดับ 2 จากทั้งหมด 18 ประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผู้คนมีน้ำใจมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของศาสตราจารย์เกษียณ โยชิมาสะ นากาซาโตะ (Yoshimasa Nakazato)มหาวิทยาลัยโตเกียว ขณะนั้นได้ทดสอบค่านิยมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเด็ก โดยให้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เรียนชั้นประถมศึกษาเล่นเกมส์เพื่อศึกษาว่าผู้เรียนที่เป็นฝ่ายชนะจะทำอย่างไรกับสิ่งของที่ได้รับจากฝ่ายตรงข้าม ผู้เรียนที่เป็นฝ่ายชนะกว่าร้อยละ80 มักหยิบยื่นรางวัลที่ตนได้รับคืนแก่เพื่อนที่เป็นฝ่ายแพ้ แต่ค่านิยมนี้ได้ลดลงกว่าร้อยละ40 ภายหลังศตวรรษที่ 1980
บริโภคนิยมสูงขึ้นศาสตราจารย์ทาซูรุ อุชิดะ (Tatsuru Uchida) วิทยาลัยโกเบะ (Kobe College) อ้างถึงหนังสือที่เขียนเรื่อง Karyu Shiko ชื่อเป็นภาษาอักฤษว่า Downwardly Mobile Youth ระบุว่าเยาวชนญี่ปุ่นได้รับการเลี้ยงดูมาแบบวัตถุนิยมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริโภคตั้งแต่เด็ก เพราะในช่วงศตวรรษ 1970 ประเทศญี่ปุ่นมีการผลิตสินค้าทีละมากๆ เพื่อบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้คนญี่ปุ่นกลายเป็นนักบริโภคนิยมตั้งแต่นั้นมา เน้นตอบสนองการบริโภคของตนเป็นหลัก
จากความห่วงใยในสภาพสังคมญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดโทะยะมะ(Toyama Prefecture Board Education) จึงมีโครงการสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนในจังหวัดส่งผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ลงสู่ชุมชนใกล้โรงเรียน โดยให้เข้าไปทำงานในบริษัท ร้านขายของ และในไร่ เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้การเคารพบรรทัดฐานของสังคมได้ฝึกทักษะทางสังคม ซึ่งผลที่ได้รับ คือ ผู้เรียนเริ่มตระหนักว่าสังคมไม่ใช่สถานที่ส่วนตัวอธิการบดีมมหาวิทยาลัยศิลปะและวัฒนธรรมชิซึโอกะ (Shizuoka University of Art and Culture) ศาสตราจารย์เฮตะ คาวาคาซุ (Heita Kawakatsu) สมาชิกสภาปฏิรูปการศึกษา (Education Rebuilding Council) มีความคิดเห็นสนับสนุนโครงการดังกล่าว และศาสตราจารย์ฮิโรชิ ทาเคยูชิ (Hiroshi Takeuchi) มหาวิทยาลัยคันไซ (Kansai University) กล่าวว่า การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและโรงเรียน เป็นความหวังใหม่ของการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมญี่ปุ่น (Toko. “It’s all about ME. Have Today’s Japanese Lost Their Empathy?.” Asianews, June 22-23, 2007)
ประเทศไทยควรหันมาใส่ใจถึงสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ที่มีสภาพต่างคนต่างอยู่ ไม่สนใจปัญหาสังคม และไม่ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมมากนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง โรงเรียน ชุมชน และบุคคล ควรร่วมมือกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไข โดยสามารถประยุกต์ตัวอย่างของจังหวัดโทะยะมะ มาใช้ได้ เช่น ผู้บริหารโรงเรียนอาจอาจจัดโครงการให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน หรือแนะนำให้ผู้เรียน เข้าทำกิจกรรมร่วมกับองค์กรต่างๆ มีโอกาสเรียนรู้สภาพสังคมในมุมที่หลากหลาย โดยอาจนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคะแนนจิตพิสัย ซึ่งขออนุญาตแนะนำ “กองทุนเวลาเพื่อสังคม” ก่อตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้คนในสังคมสละเวลาเพียงคนละไม่กี่ชั่วโมง เพื่อทำประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน เช่น กิจกรรมในสถานสงเคราะห์ กิจกรรมฝึกอาชีพให้แก่กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง และสอนภาษาอังกฤษให้เด็กในชุมชนและโรงเรียน ฯลฯ หากโรงเรียนหรือพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจให้เด็กและเยาวชนเข้าร่วมทำกิจกรรม สามารถติดต่อไปได้ที่ 0-2809-5019 กด 7 หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.timebanksociety.com
การรักษาสังคมไทยให้หายจากอาการเจ็บป่วย อันเกิดจากความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่อ่อนแอลงไป สามารถทำได้โดยให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่เข้าไปทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมในรูปแบบต่างๆอันเป็นการปลูกฝังค่านิยมการมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และจิตสาธารณะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่พวกเขาจะมีจิตสำนึกของการมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น และเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในสังคมไทยให้กลับมาดังเดิม
ที่มา : นิตยสาร การศึกษาวันนี้ ปีที่7 ฉบับที่ 352 (427) 27 กันยายน - 4 ตุลาคม 2550